โรคฝีดาษลิง สามารถเรียกได้อีกชื่อว่า ไข้ทรพิษลิง เป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัส Othopoxvirus ถูกจัดให้อยู่ในประเภทเดียวกับไวรัสโรคไข้ทรพิษ เชื้อที่พบจะอยู่ในลิง รวมถึงสัตว์ที่มีฟันแทะ ยกตัวอย่างคือ กระแต กระรอก การพบเชื้อครั้งแรกจะอยู่ในลิงที่รับมาอย่างบังเอิญ แพร่ระบาดทั่วทวีปแอฟริกา ในบทความจะมาพูดเกี่ยวกับโรคฝีดาษลิงนี้ให้ผู้อ่านทุกท่านได้รู้
ความแตกต่างของฝีดาษลิงและไข้ฝีดาษ-ไข้ทรพิษ
โรคฝีดาษ หรือก็คือไข้ทรพิษ คือโรคที่มีอาการผื่นขึ้นซึ่งมีเวลานานในการเป็นโรคนี้ถึง 2-4 สัปดาห์ เหมือนกับไข้ฝีดาษลิง แม้จะมาจากไวรัสกลุ่มเดียวกัน แต่ก็อยู่คนละชนิด ความรุนแรงและการติดต่อของโรคถือได้ว่ามีความต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เชื้อไวรัสไข้ทรพิษหลัก ๆ แล้วจะอยู่ในคน ติดต่อจากคนสู่คนผ่านทางการหายใจ อัตราเสียชีวิตด้วยโรคนี้ของผู้ป่วยนั้นมีสูง 30 เปอร์เซ็นต์ ไม่เหมือนกันไข้ฝีดาษลิงที่คนจะติดเชื้อได้ผ่านทางการสัมผัส โดยหลักฐานการมีอยู่ของโรคนี้พบว่าเป็นโรคที่แพร่ระบาดมาเป็นเวลานานกว่า 1,000 ปี ทุกวันนี้ไม่เจอใครที่ป่วยเป็นโรคนี้เพราะมีการฉีดวัคซีนป้องกัน แต่ยุติการฉีดวัคซีนในไทยเมื่อปี 2019 แต่ก็เก็บตัวอย่างของเชื้อไข้ทรพิษเพื่อศึกษาวิจัย
โรคฝีดาษลิง มีอาการอย่างไรบ้าง
โรคฝีดาษลิงจะมีระยะของการฟักตัวซึ่งใช้เวลา 7-14 วันโดยประมาณ คนไหนที่ติดเชื้อจะแสดงอาการต่าง ๆ ให้เห็นอย่างชัดเจน ซึ่งสมารถกล่าวถึงอาการของคนที่เป็นโรคฝีดาษลิงได้ดังต่อไปนี้
- มีอาการปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดตัว
- ทั่วร่างกายมีอาการโตของต่อมน้ำเหลือง
ต่อมน้ำเหลืองโต เป็นอาการที่ถือได้ว่าเป็นจุดเด่นของโรคฝีดาษลิงที่สังเกตได้ง่าย เกิดขึ้นทั่วบริเวณร่างกายและมักเกิดตามผิวหนังเป็นส่วนใหญ่ หรืออาจจะฝ่านการสัมผัสที่ใกล้ชิด การพูดคุย การหายใจ การจูบ แต่อาการของต่อมน้ำเหลืองโตจะคล้ายกับโรคไข้สุกใสซึ่งมีลักษณะเป็นไข้ออกผื่น
- มีไข้ในอุณหภูมิที่สูงมาก
- ปวดที่บริเวณกระบอกตา
- มีตุ่มหนองและผื่นเกิดขึ้นทั่วทั้งร่างกาย
เมือมีไข้ 3 วันโดยประมาณ ก็จะเข้ามาสู่ช่วงของการออกผื่น ลักษณะการออกผื่นในโรคฝีดาษลิงใช้เวลา 2-4 สัปดาห์โดยประมาณ ส่วนใหญ่มักผื่นขึ้นที่ขา แขน และใบหน้า และมีส่วนน้อยที่เกิดบริเวณลำตัว
จากบทความจะทำให้ผู้อ่านหลาย ๆ ท่านได้มีความรู้เกี่ยวกับโรคฝีดาษลิงมากขึ้นว่าเป็นโรคที่มีมาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ซึ่งแต่ละประเทศต่างก็มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ ใครที่เป็นโรคฝีดาษลิงจึงสบายใจได้ว่ามีวิธีการรักษา รวมถึงยังสังเกตุอาการได้ง่ายสำหรับใครก็ตามที่สงสัยว่าตนเองเป็นโรคฝีดาษลิงหรือไม่
